
บุพเพสันนิวาส คือ การทำบุญร่วมกันมาแต่กาลก่อน ถ้าเป็นในทางกุศลก็หมายเอาบุคคลที่เคยทำบุญ ทำกรรมดีๆ ต่อกันมาสะสมมามากภพมากชาติ ทำให้มีโอกาสมาสานต่อทำบุญ ทำกรรมดีๆ ร่วมกันอีกในชาตินี้ ข้อนี้จะต้อง
แยกระหว่างความหลง หรือความพอใจในเบญจกามคุณของเพศตรงข้ามนะครับ เพราะการที่จะเป็นบุพเพสันนิวาสได้นั้นจะต้องมุ่งเน้นหนักในเรื่องนหนักในเรื่อง
ของการสร้างกรรมดี ทำบุญร่วมกันเป็นหลักครับ
สาเหตุของการเกิดบุพเพสันนิวาส มาจากกิเลสที่ชื่อว่า อนุสัยกิเลส
อนุสัย แปลว่า กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน หรือนิสัยที่ชอบกระทำอยู่บ่อยๆ เป็นนิจติดอยู่ในสันดาน ไม่ว่าจะเป็
น ความดีใจ ความเสียใจ ความลำเอียง หรือหมายถึงกิเลสที่ยังละไม่ได้ หลบซ่อนอยู่ในสันดาน เมื่อมีเหตุอันสมควรแล้วก็จะฟูขึ้นมา
แสดงตัวให้เราทราบ เช่น ก่อนหน้านี้เจอเพศตรงข้ามไม่รู้สึกอะไรพิเศษ ครั้งมาเจอคนที่เคยทำบุญร่วมกันมาจู่ๆ กิเลสอนุสัยก็ทำงาน ตื่นตัวขึ้นมาทันที ทำให้รู้สีกปฏิพัทธ์ รักใคร่ขึ้นมาเป็นพิเศษ หรือไม่เคยรู้สึกโกรธหรือเกลียดใครมาก่อนพอมาเจอพ่อคนนี้ หรื
อแม่คนนี้เข้า รู้สึกเหม็นขี้หน้าบอกไม่ถูกเชียว เป็นต้น
อานุภาพของอนุสัยมีด้วยกัน 4 ประการคือ1. ปัจฉาสันตาโป คือ มีลักษณะให้เดือดร้อนในภายหลัง เช่น เมื่อพบคนที่เคยทำบุญร่วมกันมาใจก็ไม่อยู่กับเนื้อกั
บตัว เป็นทุกข์เป็นร้อนกลัวเขาไม่รัก กลัวเขาไปรักคนอื่น เป็นต้น
2. วิปปฏิสาโร คือ มีลักษณะก่อให้เกิดความเดือดร้อนอยู่เสมอ
3.อนุพันโธ คือ มีลักษณะติดตาม หรือผูกพันธ์สรรพสัตว์ไว้ในอำนาจแห่งกิเลส หรือติดใจอยู่เสมอ พอใจในสิ่งนั้นเสมอ
4.ปุนัปปุนัง ปวัตตนัง คือ มีลักษณะเป็นไปบ่อยๆ ไม่ขาดสาย หรือที่เรียกว่า ติดเป็นนิสัยสันดาน
อนุสัยกิเลสมี 7 ตัวด้วยกันคือ1.กามราคานุสัย คือ ความติดใจที่จะเสพเบญจกามคุณอย่างต่อเนื่อง และบ่อยๆ มีการสะสมข้ามชาติ (คู่กาม-คู่ยึด)
2.ปฏิฆานุสัย คือ ความขัดเคืองใจหรือความโกรธพยาบาทที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง และบ่อยๆ มีการสะสมข้ามชาติ (คู่กัด-คู่พยาบาท)
3.ทิฏฐานุสัย คือ ความเห็นหรือความคิด โดยแบ่งออกเป็นสัมมาทิฐิ และมิจฉาทิฐิ ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง และบ่อยๆ มีการสะสมข้ามชาติ เช่น ถ้าเป็นมิจฉาทิฐิ จะมีความเชื่อว่าตายแล้วสูญ ทำบุญแล้วไม่มีผล ทำบาปแล้วสบายในนรกดี เป็นต้น ถ้าเ
ป็นสัมมาทิฐิ จะมีความเชื่อว่าตายแล้วไม่สูญ หากยังมีกิเลสก็ต้องเวียนเกิดเวียนตายอยู่ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น (คู่บุญ-คู่บาป เพราะทิฐิเสมอกัน)
4.วิจิกิจฉานุสัย คือ ความลังเลสงสัย ไม่มั่นใจ มีลักษณะขาดความเชื่อมั่นเป็นปกติ ไม่แน่วแน่ ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง และบ่อยๆ มีการสะสมข้ามชาติ (คู่หวาดระแวง-คู่จับผิด)
5.มานานุสัย คือ ความถือตัวเย่อหยิ่ง ว่าตนดีกว่า เลิศกว่า ประเสริฐกว่า รวยกว่า หล่อกว่า สวยกว่า ฉลาดกว่า ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง และบ่อยๆ มีการสะสมข้ามชาติ (คู่ข่ม-คู่หยาม)
6.ภวราคานุสัย คือ ความยินดีในการเกิดอารมณ์ที่น่าใคร่ เช่น สุขในฌาน สุขในการพักผ่อน สุขในการนอนหลับ ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง และบ่อยๆ มีการสะสมข้ามชาติ เช่น การเข้าฌานของฤาษี, การนอนของพญานาค ,การยินดีในอารม
ณ์ผ่อนคลายจากการนวดสปา เป็นต้น (คู่ผ่อนคลาย-คู่เที่ยว)
7.อวิชชานุสัย คือ ความหลงไม่รู้ในสิ่งทั้งปวง ไม่รู้สิ่งใดคือเหตุ สิ่งใดคือผล ไม่รู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต ไม่รู้สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง และบ่อยๆ มีการสะสมข้ามชาติ (คู่หลง-คู่หลอก)
สรุปคือ คนที่รักในการมีคู่อยู่ก็เท่ากับรักที่จะสะสมกิเลสคือ อนุสัยไว้ในตัวให้เพิ่มขึ้นเจริญขึ้นทำให้วัฎฎะสงสาร
ยาวนานออกไปอีกหาที่สุดไม่ได้ เพราะเหตุคือใจยังไม่หยุดเติมเชื้อ คือ รัก โลภ โกรธ หลง ถ้ายังไม่หยุดเติมก็ต้องเกิดกันร่ำไป แต่ถ้าหยุดได้จึงจะ
ดับได้ ดังนั้นผู้ที่เห็นภัยในวัฏฏะสงสารพึงหยุดเติมเชื้อกิเลส และดับตัณหา มีที่สุดคือ พระนิพพาน เทอญ



ความเห็นล่าสุด